ที่มา;http://edtech.ipst.ac.th/
วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558
มะเร็งลำไส้ใหญ่ อยู่ใกล้ตัวเรา
โรคซึมเศร้า
ที่มา;http://edtech.ipst.ac.th/
ความเครียด
ที่มา;http://edtech.ipst.ac.th/
เนื้องอกในสมอง ไม่ใช่เนื้อร้ายเสมอไป
ที่มา;http://edtech.ipst.ac.th/
โรคหัวใจ ของไทยยังเพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลา
ที่มา;http://edtech.ipst.ac.th/
โพรไบโอติก .....สำคัญแค่ไหน (ตอนที่ 1)
ที่มา;http://edtech.ipst.ac.th/
วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
ปรากฏการณ์แสงเหนือแสงใต้
แสงออโรราหรือแสงเหนือแสงใต้ เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สวยงาม พบได้เฉพาะบริเวณใกล้ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ เช่น แคนาดา รัฐอลาสก้าของสหรัฐอเมริกา นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ รัสเซีย แต่บางครั้งอาจจะปรากฏให้เห็นในที่ซึ่งอยู่ละติจูดต่ำลงมา ถ้าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นบริเวณใกล้ขั้วโลกเหนือเรียกว่าแสงเหนือ (northern lights) หรือเรียกเป็นทางการว่าแสงออโรรา บอรีเอลิส (aurora borealis) แต่ถ้าเกิดใกล้ขั้วโลกใต้จะเรียกว่าแสงใต้ (southern lights) หรือแสงออโรรา ออสตราลิส (aurora australis)
ที่มา http://cherokee.exteen.com/
ดาวเทียม
ดาวเทียม (อังกฤษ: satellite) คือ สิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์คิดค้นขึ้น ที่สามารถโคจรรอบโลก โดยอาศัยแรงดึงดูดของโลก ส่งผลให้สามารถโคจรรอบโลกได้ในลักษณะเดียวกันกับที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลก และโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ วัตถุประสงค์ของสิ่งประดิษฐ์นี้เพื่อใช้ ทางการทหาร การสื่อสาร การรายงานสภาพอากาศ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์เช่นการสำรวจทางธรณีวิทยาสังเกตการณ์สภาพของอวกาศ โลก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวอื่นๆ รวมถึงการสังเกตวัตถุ และดวงดาว ดาราจักร ต่างๆ[1]
ทีมา https://th.wikipedia.org
ดาวศุกร์
ดาวศุกร์ (อังกฤษ: Venus) เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 2 (ฉบับแก้ไข ลำดับที่ 4 และ ดาวศุกร์มีเส้นผ่านศูนย์กลางเป็น 3 เท่าของดวงจันทร์ และ มีขนาดใหญ่กว่าดาวพุธและดาวอังคาร 2 เท่าตัว ตามทฤษฎีของโคเปอร์นิคัส และ ทฤษฎีของเคปเลอร์) ชื่อละตินของดาวศุกร์ (Venus) มาจากเทพีแห่งความรักของโรมัน ดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์หิน มีขนาดใกล้เคียงกับโลก บางครั้งเรียกว่า "น้องสาว" ของโลก แม้ว่าวงโคจรของดาวเคราะห์ทุกดวงจะเป็นวงรี วงโคจรของดาวศุกร์จัดว่าเกือบเป็นวงกลม มีความเยื้องศูนย์กลาง (ความรี) น้อยที่สุด
สำหรับวัตถุในธรรมชาติ ดาวศุกร์เป็นวัตถุท้องฟ้าที่สว่างที่สุดเป็นลำดับที่ 3 รองจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ เนื่องจากดาวศุกร์มีวงโคจรใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลก จึงมีมุมห่างจากดวงอาทิตย์ไม่เกิน 47.8° มองเห็นได้เฉพาะในเวลาเช้ามืดหรือหัวค่ำเท่านั้น ขณะปรากฏในท้องฟ้าเวลาหัวค่ำทางทิศตะวันตก เรียกว่า "ดาวประจำเมือง" และเมื่อปรากฏในท้องฟ้าเวลาเช้ามืดทางทิศตะวันออก เรียกว่า "ดาวประกายพรึก" หรือ "ดาวรุ่ง"
ชาวบาบิโลนโบราณรู้จักดาวศุกร์มาตั้งแต่ราว 1,600 ปีก่อนคริสตกาล แต่เชื่อว่าด้วยความสว่างสุกใสของดาวศุกร์ น่าจะเป็นที่รู้จักมาก่อนหน้านั้นนานแล้วนับตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สัญลักษณ์แทนดาวศุกร์ คือ ♀
ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki
วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2558
การเกิดสีบนท้องฟ้า

แสงสีต่างๆมีความสามารถในการกระเจิงของแสงแตกต่างกันขึ้นอยู่กับพลังงานของแสงสีนั้น โดยพลังงานของแสงมากการกระเจิงของแสงจะมีค่ามาก นั่นหมายความว่าแสงสีม่วงจะมีความสามารถในการกระเจิงของแสงมากที่สุด ในเวลากลางวันแสงอาทิตย์ทำมุมชันกับพื้นโลก แสงจะเดินทางผ่านบรรยากาศเป็นระยะทางสั้นๆ แสงสีม่วง คราม และน้ำเงิน จะกระเจิงเต็มท้องฟ้า เราจึงมองเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้า ในยามเช้าและยามเย็นแสงอาทิตย์ทำมุมลาดกับพื้นโลก แสงจะเดินทางผ่านบรรยากาศเป็นระยะทางยาว แสงสีม่วง ครามน้ำเงิน ซึ่งกระเจิงได้ดีที่สุด จะกระเจิงทิ้งไปมากเพราะระยะทางมาก ทำให้เหลือแสงสีแดง ส้ม ซึ่งกระเจิงได้น้อยมากเข้าตาเรา
ทีมาhttps://sites.google.com
การเกิดถ้ำและหินงอก-หินย้อย
เมื่อฝนตกและหิมะละลาย น้ำทั้งหมดไม่ได้ระเหยขึ้นไปในอากาศหรือกลายเป็นน้ำหลาก แต่บางส่วนจะซึมลงไปในดิน และเข้าไปอยู่ใน
บริเวณที่ว่างระหว่างดิน ในรอยแตก และในช่องว่างระหว่างชั้นหิน น้ำใต้ดิน(groundwater) คือ ศัพท์ที่นักธรณีวิทยาใช้เมื่อหมายถึงน้ำที่อยู่ใต้ดิน เช่นเดียวกับน้ำที่ไหลบนพื้นดิน น้ำใต้ดินก็มีผลต่อรูปร่างของพื้นดินด้วยเช่นกัน
น้ำใต้ดินสามารถก่อให้เกิดการสึกกร่อนได้โดยกระบวนรวมตัวกับคาร์บอนไดออกไซต์ เกิดเป็นกรดอ่อนที่เรียกว่ากรดคาร์บอนิก กรดคาร์บอนิกสามารถทำให้หินปูนแตกออกเป็นชิ้นๆ ได้ หินปูนเหล่านี้บางส่วนอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีและถูกนำออกไปในรูปของสารละลาย ซึ่งทำให้หินกลายเป็นรูเล็กๆ เมื่อเวลาผ่านไปรูเล็กๆ เหล่านี้กลายเป็นช่องใหญ่ขึ้นอยู่ใต้ดินที่เรียกว่า ถ้ำหรือว่าอุโมงค์
ผลของกรดคาร์บอนิกกับหินปูนยังสามารถทำให้เกิดการทับถมได้อีกด้วยภายในถ้ำหินปูน การทับถมก่อให้เกิดหินงอกและหินย้อย น้ำที่มีกรดคาร์บอนิกและแคลเซียมจากหินปูนจะหยดลงมาจากหลังคาถ้ำ เมื่อน้ำระเหยก็จะเกิดการทับถมของแคลไซต์ การทับถมของหินปูนที่ห้อยย้อยลงมาเหมือนหยาดน้ำแข็งจากหลังคาถ้ำ เรียกว่า หินย้อย (Stalactile) ส่วนที่ค่อยๆ งอกขึ้นจากพื้นถ้ำเป็นรูปกรวยเรียกว่า หินงอก (Stalagmite)
ทีมาhttp://www.kksci.com/index.php?
นิวตันกับแรงโน้มถ่วง
การหล่นของผลแอปเปิ้ลทำให้เกิดคำถามอยู่ในใจของนิวตัน ว่าแรงของโลกที่ทำให้ผลแอปเปิ้ลหล่นน่าจะเป็นแรงเดียวกันกับแรงที่ "ดึง" ดวงจันทร์เอาไว้ไม่ไปที่อื่นและทำให้เกิดโคจรรอบโลกเป็นวงรี ผลการคำนวณเป็นสิ่งยืนยันความคิดนี้แต่ก็ยังไม่แน่ชัดจนกระทั่งการเขียนจดหมายโต้ตอบระหว่างนิวตันและโรเบิร์ต ฮุก ที่ทำให้นิวตันมีความมั่นใจและยืนยันหลักการกลศาสตร์เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ได้ เต็มที่ ในปีเดียวกันนั้น เอ็ดมันด์ ฮัลเลย์ ได้มาเยี่ยมนิวตันเพื่อถกเถียงเกี่ยวกับคำถามเรื่องดาวเคราะห์ ฮัลเลย์ต้องประหลาดใจที่นิวตันกล่าวว่าแรงกระทำระหว่างดวงอาทิตย์กับดาวเคราะห์ที่ทำให้การวงโคจรรูปวงรีได้นั้น เป็นไปตามกฎกำลังสองที่นิวตันได้พิสูจน์ไว้แล้วนั่นเอง ซึ่งนิวตันได้ส่งเอกสารในเรื่องนี้ไปให้ฮัลเลย์ดูในภายหลังและฮัลเลย์ก็ได้ชักชวนขอให้นิวตันเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น และหลังการเป็นศัตรูคู่ปรปักษ์ระหว่างนิวตันและฮุกมาเป็นเวลานานเกี่ยวกับการอ้างสิทธิ์ในการเป็นผู้ค้นพบ "กฎกำลังสอง" แห่งการดึงดูด หนังสือเรื่อง "หลักการคณิตสาสตร์ว่าด้วยปรัชญาธรรมชาติ" ก็ได้รับการตีพิมพ์เนื้อหาในเล่ม อธิบายเรื่องความโน้มถ่วงสากล และเป็นการวางรากฐานของกลศาสตร์ดั้งเดิม (กลศาสตร์คลาสสิก) ผ่านกฎการเคลื่อนที่ ซึ่งนิวตันตั้งขึ้น นอกจากนี้ นิวตันยังมีชื่อเสียงร่วมกับ กอทท์ฟริด วิลเฮล์ม ไลบ์นิซ ในฐานะที่ต่างเป็นผู้พัฒนาแคลคูลัสเชิงอนุพันธ์อีกด้วย
ทีมาhttps://sites.google.com/site/reuxngraengnomthwng/
การทดลองทางวิทยาศาสตร์ (Science experiment)
ที่มาhttp://taamkru.com/th/
วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558
ฝนดาวตก
ดาวบนท้องฟ้า ก็ร่วงหล่นลงมายังผืนดินได้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ดาวฤกษ์นะ เป็นเพียงเศษเล็กเศษน้อยที่หลุดออกมาจากดาวหาง ผ่านเข้ามาในบรรยากาศของโลกเรา แล้วเสียดกับบรรยากาศจนลุกไหม้ กลายเป็นแสงดาวตกให้เราเห็น ทุกวันมีดาวตกอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าช่วงไหนที่โลกโคจรผ่านเข้าเป็นกลุ่มฝ่นที่เหลือจากดาวหาง ก็จะเกิดฝนดาวตก และถ้าไหนเป็นกลุ่มฝนขนาดใหญ่ก็จะเรียกว่าพายุดาวตก เพราะมีดาวตกจำนวนมาก อาจหลายร้อยดวงต่อนาที
ฝนดาวตกที่สำคัญช่วงนี้ก็จะเกิดขึ้นประมาณ วันที่ 18 พฤศจิกายน เรียกว่าฝนดาวตกลีโอนิดส์ รัศมีจากกลุ่มดาวสิงโต และวันที่ 14 ธันวาคม เป็นฝนดาวตกเจมินิดส์ มีรัศมีจากกลุ่มดาวคนคู่ ฝนดาวตกทั้ง 2 กลุ่มนี้จะไม่เหมือนกัน โดยฝนดาวตกลีโอนิดส์ จะมีขนาดใหญ่และสวยงามกว่า ซึ่งบางปีก็เกิดดาวตกจำนวนมาก แต่บางปีก็มีจำนวนน้อย ขณะที่ฝนดาวตกเจมินิดส์ จะมีขนาดเล็ก แต่สีสวยและจำนวนเท่าๆ กันทุกปีฝนดาวตกลีโอนิดส์ เกิดจากฝุ่นของดาวหาง 55P เทมเพิล-ทัทเทิล มีคาบกรโคจรรอบดวงอาทิตย์ 33 ปี เข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดเมื่อ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541 ซึ่งได้ทิ้งเศษฝุ่นเอาไว้เป็นจำนวนมาก เมื่อโลกตัดผ่านกลุ่มฝุ่นก็จะมีฝนดาวตกเกิดขึ้น แต่ปีนี้คาดว่าจะเกิดไม่มาก ประมาณ 10 ดวงต่อชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งถือว่น้อยมาก เมื่อเทียบกับช่วงที่ตกเยอะที่สุดเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งบางที่สูงถึง 100 ดวงต่อชั่วโมง ส่วนฝนดาวตกเจมินิดส์ เกิดจากฝุ่นของดาวเคราะห์น้อย 3200 เฟธอน คาบการโคจรประมาณ 1.43 ปี วงโคจรอยู่ระหว่างดาวพุธและดาวอังคาร จะเข้าใกล้โลกเรามากที่สุดในค.ศ. 2093 ปีนี้คาดว่าจะมีดาวตกได้มากที่สุดประมาณ 120 ดวง
การดูฝนดาวตกสามารถดูที่ไหนก็ได้ที่มืดและปลอดภัย แต่ดาวตกจะตกมากในช่วงหลังจากเที่ยงคืน เพราะว่าโลกโคจรสวนทางกับเศษฝุ่น ทำให้ความเร็วของดาวตกเพิ่มมากขึ้น และมีการเผาไหม้มากขึ้นด้วย ถ้าอยากถ่ายภาพดาวตก ต้องใช้กล้องแบบ SLR ที่สามารถเปิดหน้ากล้องได้นานๆ ใช้ได้ทั้งกล้องฟิล์มและกล้องดิจิตัล ถ้าจะให้ได้ภาพสวยๆ ควรใช้เลนส์มุมกว้างและควรมี กล้องหลายตัว เล็งไปคนละทิศทาง ไม่ว่าดาวตกทางทิศไหนก็จะเก็บภาพไว้ได้หมด หวังว่าฝนดาวตกหน้าหนาวนี้ จะเป็นโอกาศที่ดีที่ท่านจะได้ ออกไปดูดาวสัมผัสความหนาวเย็นยามค่ำคืน ถ้าไม่รู้ว่าจะไปดูดที่ไหน ก็ลองขึ้นไปดูที่หอดูดาวสิรินธร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพราะมีทั้งกล้องดูดาวที่ดูวัตถุท้องฟ้าอื่นๆ ได้ ระหว่างรอดูฝนดาวตก
วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2558
แนวคิดอาณานิคมบนดวงจันทร์
National Space Society and the Space Frontier Foundation ได้ประเมินค่าใช้จ่ายในการใ นการสร้างอาณานิคมถาวรบนดวง จันทร์ โดยคาดว่ามีค่าใช้จ่าย 25 พันล้านเหรียญสหรัฐ และจะใช้เจ้าหน้าที่เพียง 12 คน ในการควบคุมการก่อสร้าง และมีค่าใช้จ่ายในการส่งมนุ ษย์อาจน้อยกว่าครึ่งหนึ่งขอ งโครงการอะพอลโล
ที่มา : www.nextsteptv.com
ที่มา : www.nextsteptv.com
แก๊สเรือนกระจกเพิ่มขึ้นเร็วสุดตั้งแต่ปี 1984
ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงปี 2012-2013 ทีผ่านมานั้นถือร้ายแรงที่สุดในรอบหลายปี นอกจากการเพิ่มเป็นจำนวนมากแล้ว ตัวดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ยังลดลงอีกด้วย ทางด้านองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกมีความกังวลกับเรื่องนี้มากและต้องจัดเจรจากับผู้ที่เกี่ยวข้องโดยด่วน สำหรับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 142% จากปี 1750 ซึ่งผลกระทบที่จะตามมาคือจะทำให้โลดร้อนขึ้น และจะส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนโลก
ที่มา : http://www.nextsteptv.com/mysci/?p=3686
นาซ่ามอบเงินเจ็ดล้านเพื่อวิจัยการทำให้อุจจาระกลายเป็นอาหาร
หน่วยงานด้านอวกาศของสหรัฐฯนั้นได้มอบทุนให้แก่กลุ่มนักวิจัยที่ Clemson University ที่รัฐ South Carolina เป็นเงิน 200,000 ดอลล่าร์ต่อปี หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 7,000,000 บาทเป็นเวลาสามปีเพื่อคิดว่าจะสามารถทำการรีไซเคิลอุจจาระของมนุษย์กลับมาเป็นอาหารสังเคราะห์ที่สามารถประทังชีพของนักบินอวกาศในขณะการเดินทางเป็นเวลานานหรือระหว่างอยู่บนดาวอังคารได้อย่างไร เงินทุนวิจัยนี้นั้นเป็นหนึ่งในแปดเงินทุนที่ได้ถูกมอบให้แก่มหาวิทยาลัยต่างๆ รอบสหรัฐฯ ซึ่งทั้งหมดนั้นมุ่งความสนใจไปที่ เทคโนโลยีขั้นต้นที่มีความสร้างสรรค์และสามารถแก้ปัญหาความต้องการที่มีความสำคัญสูงของโครงการอวกาศของอเมริกาได้
![]() |
| หม่ำอึกันไหมครับ :) |
ที่มา :
www.nextsteptv.comยินดีต้อนรับสู่เว็บบล็อกวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ยินดีต้อนรับสู่เว็บบล็อกวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บล็อกนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ด้านต่างๆ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากทั่วทุกมุมโลก ครับ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)




