วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2558

การเกิดสีบนท้องฟ้า

     


                    



         แสงสีต่างๆมีความสามารถในการกระเจิงของแสงแตกต่างกันขึ้นอยู่กับพลังงานของแสงสีนั้น โดยพลังงานของแสงมากการกระเจิงของแสงจะมีค่ามาก นั่นหมายความว่าแสงสีม่วงจะมีความสามารถในการกระเจิงของแสงมากที่สุด ในเวลากลางวันแสงอาทิตย์ทำมุมชันกับพื้นโลก แสงจะเดินทางผ่านบรรยากาศเป็นระยะทางสั้นๆ แสงสีม่วง คราม และน้ำเงิน จะกระเจิงเต็มท้องฟ้า เราจึงมองเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้า ในยามเช้าและยามเย็นแสงอาทิตย์ทำมุมลาดกับพื้นโลก แสงจะเดินทางผ่านบรรยากาศเป็นระยะทางยาว แสงสีม่วง ครามน้ำเงิน ซึ่งกระเจิงได้ดีที่สุด จะกระเจิงทิ้งไปมากเพราะระยะทางมาก ทำให้เหลือแสงสีแดง ส้ม ซึ่งกระเจิงได้น้อยมากเข้าตาเรา

ทีมาhttps://sites.google.com

การเกิดถ้ำและหินงอก-หินย้อย


    ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ วิทยาศาสตร์การเกิดหินงอกหินย้อย       ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ วิทยาศาสตร์การเกิดหินงอกหินย้อย


                เมื่อฝนตกและหิมะละลาย น้ำทั้งหมดไม่ได้ระเหยขึ้นไปในอากาศหรือกลายเป็นน้ำหลาก แต่บางส่วนจะซึมลงไปในดิน และเข้าไปอยู่ใน

บริเวณที่ว่างระหว่างดิน ในรอยแตก และในช่องว่างระหว่างชั้นหิน น้ำใต้ดิน(groundwater) คือ ศัพท์ที่นักธรณีวิทยาใช้เมื่อหมายถึงน้ำที่อยู่ใต้ดิน เช่นเดียวกับน้ำที่ไหลบนพื้นดิน น้ำใต้ดินก็มีผลต่อรูปร่างของพื้นดินด้วยเช่นกัน

น้ำใต้ดินสามารถก่อให้เกิดการสึกกร่อนได้โดยกระบวนรวมตัวกับคาร์บอนไดออกไซต์ เกิดเป็นกรดอ่อนที่เรียกว่ากรดคาร์บอนิก กรดคาร์บอนิกสามารถทำให้หินปูนแตกออกเป็นชิ้นๆ ได้ หินปูนเหล่านี้บางส่วนอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีและถูกนำออกไปในรูปของสารละลาย ซึ่งทำให้หินกลายเป็นรูเล็กๆ เมื่อเวลาผ่านไปรูเล็กๆ เหล่านี้กลายเป็นช่องใหญ่ขึ้นอยู่ใต้ดินที่เรียกว่า ถ้ำหรือว่าอุโมงค์

ผลของกรดคาร์บอนิกกับหินปูนยังสามารถทำให้เกิดการทับถมได้อีกด้วยภายในถ้ำหินปูน การทับถมก่อให้เกิดหินงอกและหินย้อย น้ำที่มีกรดคาร์บอนิกและแคลเซียมจากหินปูนจะหยดลงมาจากหลังคาถ้ำ เมื่อน้ำระเหยก็จะเกิดการทับถมของแคลไซต์ การทับถมของหินปูนที่ห้อยย้อยลงมาเหมือนหยาดน้ำแข็งจากหลังคาถ้ำ เรียกว่า หินย้อย (Stalactile) ส่วนที่ค่อยๆ งอกขึ้นจากพื้นถ้ำเป็นรูปกรวยเรียกว่า หินงอก (Stalagmite)

ทีมาhttp://www.kksci.com/index.php?

นิวตันกับแรงโน้มถ่วง

        
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ วิทยาศาสตร์แรงโน้มถ่วง

                  การหล่นของผลแอปเปิ้ลทำให้เกิดคำถามอยู่ในใจของนิวตัน ว่าแรงของโลกที่ทำให้ผลแอปเปิ้ลหล่นน่าจะเป็นแรงเดียวกันกับแรงที่ "ดึง" ดวงจันทร์เอาไว้ไม่ไปที่อื่นและทำให้เกิดโคจรรอบโลกเป็นวงรี ผลการคำนวณเป็นสิ่งยืนยันความคิดนี้แต่ก็ยังไม่แน่ชัดจนกระทั่งการเขียนจดหมายโต้ตอบระหว่างนิวตันและโรเบิร์ต ฮุก ที่ทำให้นิวตันมีความมั่นใจและยืนยันหลักการกลศาสตร์เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ได้ เต็มที่ ในปีเดียวกันนั้น เอ็ดมันด์ ฮัลเลย์ ได้มาเยี่ยมนิวตันเพื่อถกเถียงเกี่ยวกับคำถามเรื่องดาวเคราะห์ ฮัลเลย์ต้องประหลาดใจที่นิวตันกล่าวว่าแรงกระทำระหว่างดวงอาทิตย์กับดาวเคราะห์ที่ทำให้การวงโคจรรูปวงรีได้นั้น เป็นไปตามกฎกำลังสองที่นิวตันได้พิสูจน์ไว้แล้วนั่นเอง ซึ่งนิวตันได้ส่งเอกสารในเรื่องนี้ไปให้ฮัลเลย์ดูในภายหลังและฮัลเลย์ก็ได้ชักชวนขอให้นิวตันเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น และหลังการเป็นศัตรูคู่ปรปักษ์ระหว่างนิวตันและฮุกมาเป็นเวลานานเกี่ยวกับการอ้างสิทธิ์ในการเป็นผู้ค้นพบ "กฎกำลังสอง" แห่งการดึงดูด หนังสือเรื่อง "หลักการคณิตสาสตร์ว่าด้วยปรัชญาธรรมชาติ" ก็ได้รับการตีพิมพ์เนื้อหาในเล่ม อธิบายเรื่องความโน้มถ่วงสากล และเป็นการวางรากฐานของกลศาสตร์ดั้งเดิม (กลศาสตร์คลาสสิก) ผ่านกฎการเคลื่อนที่ ซึ่งนิวตันตั้งขึ้น นอกจากนี้ นิวตันยังมีชื่อเสียงร่วมกับ กอทท์ฟริด วิลเฮล์ม ไลบ์นิซ ในฐานะที่ต่างเป็นผู้พัฒนาแคลคูลัสเชิงอนุพันธ์อีกด้วย


ทีมาhttps://sites.google.com/site/reuxngraengnomthwng/

การทดลองทางวิทยาศาสตร์ (Science experiment)

   



ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ (Science experiment)



            การทดลองทางวิทยาศาสตร์ (Science experiment) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้  เรียนรู้ความคิดรวบยอดในเรื่องที่เรียนรู้ ด้วยการเปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นหาคำตอบจากการปฏิบัติ กิจกรรมด้วยตนเอง ผ่านประสบการณ์ตรงที่เป็นรูป ธรรม เน้นขั้นตอนการคิด การค้นคว้า การทดลอง และ การสรุปผล จากการเรียนรู้การใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าอย่างเป็นกระ บวนการจนพบความรู้ ทำให้เด็กได้ รับการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นทักษะที่มีความจำเป็นในการแสวง หาความรู้ทาง วิทยาศาสตร์ คือ มีพฤติกรรมที่แสดงถึงความสามารถหรือความชำนาญที่เกิดจากการปฏิบัติหรือฝึกฝน กระ บวนการคิดอย่างเป็นระบบ โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการรับรู้ การค้นหาความรู้และแก้ปัญหา ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นทักษะเบื้องต้นที่มีความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และมีความ สัมพันธ์ต่อเนื่องกันเหมาะสมกับเด็กในช่วงปฐมวัย ได้แก่ ทักษะการสังเกต ทักษะการจำแนกประเภท ทักษะการวัด ทักษะการสื่อสาร ทักษะการลงความเห็น และทักษะการพยากรณ์

ที่มาhttp://taamkru.com/th/

น้ำยาเรืองแสง ไปดูคลิปการทดลอง ทางวิทยาศาสตร์แสนสนุกจากเหล่า

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558

ฝนดาวตก

ดาวบนท้องฟ้า ก็ร่วงหล่นลงมายังผืนดินได้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ดาวฤกษ์นะ เป็นเพียงเศษเล็กเศษน้อยที่หลุดออกมาจากดาวหาง ผ่านเข้ามาในบรรยากาศของโลกเรา แล้วเสียดกับบรรยากาศจนลุกไหม้ กลายเป็นแสงดาวตกให้เราเห็น ทุกวันมีดาวตกอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าช่วงไหนที่โลกโคจรผ่านเข้าเป็นกลุ่มฝ่นที่เหลือจากดาวหาง ก็จะเกิดฝนดาวตก และถ้าไหนเป็นกลุ่มฝนขนาดใหญ่ก็จะเรียกว่าพายุดาวตก เพราะมีดาวตกจำนวนมาก อาจหลายร้อยดวงต่อนาที 
ฝนดาวตกที่สำคัญช่วงนี้ก็จะเกิดขึ้นประมาณ วันที่ 18 พฤศจิกายน เรียกว่าฝนดาวตกลีโอนิดส์ รัศมีจากกลุ่มดาวสิงโต และวันที่ 14 ธันวาคม เป็นฝนดาวตกเจมินิดส์ มีรัศมีจากกลุ่มดาวคนคู่ ฝนดาวตกทั้ง 2 กลุ่มนี้จะไม่เหมือนกัน โดยฝนดาวตกลีโอนิดส์ จะมีขนาดใหญ่และสวยงามกว่า ซึ่งบางปีก็เกิดดาวตกจำนวนมาก แต่บางปีก็มีจำนวนน้อย ขณะที่ฝนดาวตกเจมินิดส์ จะมีขนาดเล็ก แต่สีสวยและจำนวนเท่าๆ กันทุกปี
ฝนดาวตกลีโอนิดส์ เกิดจากฝุ่นของดาวหาง 55P เทมเพิล-ทัทเทิล มีคาบกรโคจรรอบดวงอาทิตย์ 33 ปี เข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดเมื่อ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541 ซึ่งได้ทิ้งเศษฝุ่นเอาไว้เป็นจำนวนมาก เมื่อโลกตัดผ่านกลุ่มฝุ่นก็จะมีฝนดาวตกเกิดขึ้น แต่ปีนี้คาดว่าจะเกิดไม่มาก ประมาณ 10 ดวงต่อชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งถือว่น้อยมาก เมื่อเทียบกับช่วงที่ตกเยอะที่สุดเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งบางที่สูงถึง 100 ดวงต่อชั่วโมง ส่วนฝนดาวตกเจมินิดส์ เกิดจากฝุ่นของดาวเคราะห์น้อย 3200 เฟธอน คาบการโคจรประมาณ 1.43 ปี วงโคจรอยู่ระหว่างดาวพุธและดาวอังคาร จะเข้าใกล้โลกเรามากที่สุดในค.ศ. 2093 ปีนี้คาดว่าจะมีดาวตกได้มากที่สุดประมาณ 120 ดวง
การดูฝนดาวตกสามารถดูที่ไหนก็ได้ที่มืดและปลอดภัย แต่ดาวตกจะตกมากในช่วงหลังจากเที่ยงคืน เพราะว่าโลกโคจรสวนทางกับเศษฝุ่น ทำให้ความเร็วของดาวตกเพิ่มมากขึ้น และมีการเผาไหม้มากขึ้นด้วย ถ้าอยากถ่ายภาพดาวตก ต้องใช้กล้องแบบ SLR ที่สามารถเปิดหน้ากล้องได้นานๆ ใช้ได้ทั้งกล้องฟิล์มและกล้องดิจิตัล ถ้าจะให้ได้ภาพสวยๆ ควรใช้เลนส์มุมกว้างและควรมี กล้องหลายตัว เล็งไปคนละทิศทาง ไม่ว่าดาวตกทางทิศไหนก็จะเก็บภาพไว้ได้หมด หวังว่าฝนดาวตกหน้าหนาวนี้ จะเป็นโอกาศที่ดีที่ท่านจะได้ ออกไปดูดาวสัมผัสความหนาวเย็นยามค่ำคืน ถ้าไม่รู้ว่าจะไปดูดที่ไหน ก็ลองขึ้นไปดูที่หอดูดาวสิรินธร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพราะมีทั้งกล้องดูดาวที่ดูวัตถุท้องฟ้าอื่นๆ ได้ ระหว่างรอดูฝนดาวตก